บทที่ 11 คำลาที่ไม่ทันได้พูด

หลังเลิกเรียน

ทิชาเดินออกมาจากโรงเรียนพร้อมกับกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ วันนี้เธอตั้งใจว่าจะรีบกลับบ้านไปหาเตมินทร์ตามที่บอกเอาไว้

แต่ทันทีที่เดินออกมาถึงหน้าโรงเรียน ทิชาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้า

เธอสวมหน้ากากอนามัยปิดใบหน้าเอาไว้ แต่ทิชาจำได้ทันทีว่าเป็นใคร

คุณน้า...

ทิชายังไม่ทันได้เดินเข้าไปหา อีกฝ่ายก็หันมาเห็นเธอเสียก่อน

ดวงตาของแม่เตมินทร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหา

“ทิชา...”

“คุณน้า?”

แม่ของเตมินทร์มองซ้ายมองขวาอย่างร้อนรน ก่อนจะถามขึ้นทันที

“มินทร์อยู่ไหนลูก?”

ทิชาชะงักไปเล็กน้อย

“พี่มินทร์...”

ทิชากำลังจะตอบ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับบริเวณใบหน้าของอีกฝ่าย แม้หน้ากากจะปิดเอาไว้เกือบครึ่งหนึ่ง แต่บริเวณหางตาที่โผล่พ้นออกมากลับมีรอยเขียวช้ำจางๆ

ทิชามองอยู่อย่างนั้นด้วยความสงสัย

“คุณน้าเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง “หน้าของคุณน้าไปโดนอะไรมาคะ?”

แม่เตมินทร์ยกมือขึ้นแตะใบหน้าตัวเองทันที ก่อนจะรีบตอบ

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”

“น้าแค่เกิดอุบัติเหตุมานิดหน่อย”

ทิชายังคงมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าคุณน้าไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น เธอจึงไม่ได้ถามต่อ

“แล้วมินทร์ล่ะลูก มินทร์อยู่ไหน”

“พี่มินทร์บอกว่าปวดท้องค่ะคุณน้า” ทิชาตอบตามที่รู้ “เลยกลับบ้านไปก่อนแล้วค่ะ”

“กลับ...บ้านแล้วเหรอ”

“ค่ะ” อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นอย่างเห็นได้ชัด

“งั้น...น้าไปก่อนนะลูก”

“คะ?”

“ฝากทิชาดูแลมินทร์ด้วยนะ”

พูดจบแม่ของเตมินทร์ก็รีบหันหลังกลับ

ทิชามองตามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะรีบคว้าชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้

“คุณน้าจะไปไหนคะ? คุณน้ากลับบ้านพร้อมชาก็ได้นะคะ”

ทิชาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“ไม่เห็นจะต้องฝากอะไรแบบนี้กับชาเลย”

อีกฝ่ายนิ่งไป ก่อนที่ไหล่จะเริ่มสั่น

“น้าขอโทษนะลูก...น้าขอโทษจริงๆ”

เสียงของแม่เตมินทร์สั่นเครือ ก่อนน้ำตาจะไหลออกมา เธอหันกลับมาแล้วดึงทิชาเข้าไปกอดแน่น

ทิชายืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณน้าถึงร้องไห้ แล้วทำไมถึงเอาแต่พูดคำว่าขอโทษ

“คุณน้า...เป็นอะไรคะ”

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ

ไม่นานนักแม่ของเตมินทร์ก็ผละออกจากอ้อมกอด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ดูแลพี่มินทร์แทนน้าด้วยนะลูก”

จากนั้นเธอก็รีบเดินไปที่รถ ทิชายังคงยืนมองตามอย่างไม่เข้าใจ

จนกระทั่งประตูรถเปิดออก แม่ของเตมินทร์ก้าวขึ้นไปนั่ง แต่คนที่อยู่หลังพวงมาลัยกลับเป็นผู้ชายอีกคน

ทิชามองผ่านกระจกรถ ก่อนจะเบิกตากว้าง

ผู้ชายคนนั้น...คนที่อยู่กับคุณน้าในวันนั้น คนที่เธอกับพี่มินทร์เคยแอบเห็น

รถค่อยๆ เคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียน ทิชายังคงยืนมองตามจนรถลับสายตา

บางอย่างในใจของเธอบอกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ เธอจึงรีบหันหลัง แล้ววิ่งกลับบ้านทันที

แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของเตมินทร์

ทิชาก็ต้องหยุดฝีเท้า ประตูรั้วเปิดอยู่ ประตูบ้านก็เปิดอยู่

“พี่มินทร์...”

เธอรีบวิ่งเข้าไปข้างใน แต่กลับไม่มีใครอยู่ ข้าวของหลายอย่างกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น

“พี่มินทร์อยู่ไหนคะ...”

ไม่มีเสียงตอบ เธอรีบวิ่งดูตามห้องต่างๆ แต่ก็ไม่พบใคร

ทิชาจึงรีบวิ่งกลับบ้านตัวเอง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เธอก็ร้องเรียกแม่เสียงดัง

“แม่คะ!”

แม่ของทิชาที่อยู่ในบ้านรีบเดินออกมาหา

“อะไรลูก วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียว”

“ทำไมบ้านของพี่มินทร์ถึงได้เป็นแบบนั้นล่ะคะ แล้วพี่มินทร์อยู่ไหนคะแม่?”

“ใจเย็นๆ ก่อนชา”

แม่เดินเข้ามาจับไหล่ลูกสาว

“พี่มินทร์ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”

“โรงพยาบาล?”

ทิชาหน้าซีดลงทันที

“พี่มินทร์เป็นอะไรเหรอคะแม่”

“แม่ก็เพิ่งได้ยินมา”

ผู้เป็นแม่พยายามปลอบลูกสาว

“พี่มินทร์ปวดท้องมาก แล้วก็เป็นลมที่บ้าน”

“เป็นลมงั้นเหรอคะ...”

น้ำตาของทิชาเริ่มไหลออกมา

“พี่มินทร์อาการไม่ดีมากๆ เลยเหรอคะเเม่”

“ตอนนี้พี่มินทร์ถึงมือหมอเเล้ว ลูกไม่ต้องเป็นห่วงนะ ก่อนอื่นลูกเอากระเป๋าไปเก็บก่อน เดี๋ยวเราไปเยี่ยมพี่มินทร์กัน”

ทิชาพยักหน้าทั้งน้ำตา รีบวิ่งขึ้นไปเก็บกระเป๋า ก่อนออกจากบ้าน ตอนนี้เธอทั้งเป็นห่วงพี่มินทร์ ทั้งยังอดนึกถึงคุณน้าไม่ได้ ทั้งรอยช้ำบนใบหน้า และผู้ชายคนนั้น

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้ว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีเเน่ๆ

อีกด้านหนึ่ง

เตมินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

แสงสีขาวจากหลอดไฟทำให้เขาต้องกะพริบตาหลายครั้ง กลิ่นยาลอยเข้ามาในจมูก เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกถึงสายน้ำเกลือที่หลังมือ

เตมินทร์หันไปมอง พยาบาลกำลังยืนอยู่ข้างเตียงและกำลังตรวจดูสายน้ำเกลือให้เขา

“หนูตื่นแล้วเหรอ”

เตมินทร์พยักหน้าเบาๆ

“ครับ...”

เสียงของเขาแหบแห้ง แต่คำถามแรกที่หลุดออกมากลับเป็นเรื่องเดิม

“แม่ผมล่ะครับ”

พยาบาลนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ

“พี่ไม่เห็นคุณแม่ของหนูนะ ตอนที่หนูแอดมิดมาก็มีแค่คุณพ่อที่เฝ้าอยู่คนเดียว”

“งั้นตอนนี้พ่อผมอยู่ไหนครับ”

“เหมือนเมื่อกี้พี่เห็นว่าคุณพ่อออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอกนะ แต่เราพักก่อนเถอะ อย่าเพิ่งขยับตัวเยอะ เดี๋ยวแผลจะปริเอา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป